|
มะเขือเทศราชินี ชื่อวิทยาศาสตร์Solanum lycopersicum L. var. cerasiforme มะเขือเทศเป็นผลของต้นมะเขือเทศ มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาเหนือ ตามจริงมะเขือเทศเป็นผลไม้ แต่ในภาษาอังกฤษจะอยู่ในกลุ่มผักเพราะทั่วโลกมักกินสดในสลัดผัก หรือใช้ประกอบอาหารหลักในมื้อหนึ่งๆ เช่น ปรุงเป็นซอสสปาเก็ตตี้และเป็นซอสราดหน้าพิซซ่าในประเทศอิตาลี มากกว่าการกินเป็นผลไม้มะเขือเทศเป็นผักที่มีปริมาณการกินสูงสุดเป็นอันดับ ๔ ของสหรัฐอเมริกา รองมาจากมันฝรั่ง ผักกาดแก้ว และหอมหัวใหญ่มะเขือเทศราชินีหรือมะเขือเทศเชอร์รี่จะมีรสหวานมากกว่ามะเขือเทศลูกโตทรงแป้นๆ ที่ไว้ฝานกินกับแฮมเบอร์เกอร์ (ที่สหรัฐอเมริกา มะเขือเทศลูกใหญ่เป็นพันธุ์นักกินเนื้อหรือ Beef eater) มะเขือเทศราชินีมักใช้กินเป็นอาหารว่างหรือใส่ในอาหารจานสลัดมะเขือเทศที่มีผลรูปไข่และมีขนาดโตขึ้นมาอีกหน่อยก็เป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของส้มตำอาหารไทยยอดฮิตนั่นเองข้อมูลปี พ.ศ.๒๕๔๔ กล่าวว่า ชาวอเมริกันกินมะเขือเทศสดเฉลี่ยคนละ ๙ กิโลกรัมต่อปี และกินผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ ในรูปของซอสมะเขือเทศ ซอสสปาเก็ตตี้ ซอสมะเขือเทศบนพิซซ่า ปีละ ๓๔.๕ กิโลกรัม พบว่าเด็กหนุ่มอายุ ๑๒-๑๙ ปีกินซอสมะเขือเทศมากที่สุด ส่วนชายหญิงที่มีอายุมากขึ้นจะนิยมกินมะเขือเทศสดและน้ำมะเขือเทศผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศเป็นแหล่งธาตุโพแทสเซียม สารโฟเลต วิตามินเอ ซี และ อี ที่ดี มีปริมาณโพแทสเซียมและโฟเลตในปริมาณใกล้เคียงกับผักยอดนิยมหลายชนิด แต่มีวิตามินซีและอัลฟ่าโทโคฟีรอลมากกว่าผักอื่นๆ ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ ๑๐๐ กรัม นอกจากประโยชน์ด้านสารอาหารแล้ว มะเขือเทศยังมีสารประกอบทุติยภูมิที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือกลุ่มคาโรทีนอยด์และโพลีฟีนอล ความลับของมะเขือเทศ ประโยชน์ของมะเขือเทศ
ปัจจุบันมีข้อมูลระบาดวิทยายืนยันว่า เมื่อมีการเพิ่มการกินมะเขือเทศจะลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็งต่อมลูกหมากไลโคพีน เป็นคาโรทีนอยด์ที่ให้สีแดงแก่ผลมะเขือเทศ แตงโม ส้มโอ ฝรั่งและมะละกอ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการถูกทำลายของสารพันธุกรรมและโปรตีน ไลโคพีนจับกับเส้นใยได้ดี จะออกฤทธิ์ได้ดีถ้าถูกปลดปล่อยจากเส้นใยโดยใช้ความร้อนไลโคพีนละลายในไขมัน ป้องกันผิวหนังจากอันตรายที่เกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้ดีกว่าบีตาแคโรทีน พบในปริมาณมากที่ผิวหนัง อัณฑะ ต่อมหมวกไต และต่อมลูกหมาก ป้องกันอวัยวะดังกล่าวจากการเกิดมะเร็ง ลดปริมาณไขมันแอลดีแอลในเลือดมะเขือเทศลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากผลงานรวบรวมงานวิจัยทางคลินิกตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.๒๕๔๕-๔๖ พบว่าการเลือกอาหารที่ถูกต้องสามารถทำให้การก่อตัวของมะเร็งต่อมลูกหมากเกิดช้าลง และสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งดังกล่าวได้ การศึกษาทางคลินิกในวารสารวิจัยมะเร็งปี พ.ศ.๒๕๔๒ พบว่า ไลโคพีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดเดียวที่ความเข้มข้นในเลือดมีความสัมพันธ์ผกผันกับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่ากลุ่มผู้ป่วยมีปริมาณไลโคพีนในเลือดต่ำเมื่อเทียบกับชายปกติอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลชัดเจนมากในกลุ่มผู้ป่วยชายที่ไม่ได้กินบีตาแคโรทีนเป็นอาหารเสริมนอกจากนี้ ร้อยละ ๘๓ ของผู้ร่วมวิจัยอายุระหว่า ๔๐ ถึง ๗๕ ปีมีความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากลดลงเมื่อมีปริมาณไลโคพีนในเลือดสูงที่ ๐.๔๐ ไมโครกรัม/ลิตร อันเป็นปริมาณที่เทียบได้กับการกินผลิตภัณฑ์มะเขือเทศในรูปซอสราดสปาเก็ตตี้ ๒ ครั้งหรือมากกว่าต่อสัปดาห์ ผลการศึกษาใช้ได้กับกลุ่มชายวัยกลางคนขึ้นไปที่ไม่มีประวัติมะเร็งต่อมลูกหมากทางกรรมพันธุ์เท่านั้นการทดลองเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากโดยสารเมทิลไนโทรโซยูเรีย (N-methyl-N-nitrosourea) รอดสูงกว่าหนูที่กินอาหารปกติ ส่วนหนูที่ได้รับไลโคพีนบริสุทธิ์ร้อยละ ๐.๐๒๕ พร้อมอาหารมีอัตราการตายไม่ต่างจากกลุ่มควบคุม ทำให้นักวิจัยสันนิษฐานว่ามะเขือเทศมีสารทุติยภูมิอื่นนอกจากไลโคพีนที่ช่วยลดการลุกลามของมะเร็งต่อมลูกหมากได้มะเขือเทศ ไลโคพีน กับโรคหลอดเลือดหัวใจงานวิจัยระบาดวิทยาหลายชิ้นชี้แนะว่าผู้ที่มีปริมาณไลโคพีนในเลือดสูงจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ การศึกษาระดับไลโคพีนในซีรั่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาปี พ.ศ.๒๕๔๔ พบว่ามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าระดับที่พบในคนทั่วไปในพื้นที่เดียวกัน ปริมาณไลโคพีนในซีรั่มมีความสัมพันธ์ผกผันกับความหนาของหลอดเลือดแดงคาโรติด (งานวิจัยในยุโรปในปี พ.ศ.๒๕๔๐ พบว่าปริมาณไลโคพีนในไขมันอะดิโพสสะสมของผู้เข้าร่วมโครงการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างเป็นอิสระ แต่การศึกษาในกลุ่มเสี่ยงเพศหญิงปี พ.ศ.๒๕๔๖ พบว่าความสามารถในการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจมีความสัมพันธ์กับปริมาณการกินมะเขือเทศมากกว่ากับปริมาณไลโคพีนในซีรั่ม ผู้ที่กินมะเขือเทศสัปดาห์ละ ๗ ครั้งขึ้นไปลดความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวได้มากที่สุดสารเควอร์เซตินและแคมป์ฟีรอล ต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งสารทั้งสองเป็นสารฟลาโวนอยด์กลุ่มฟลาโวนอล พบมากในหอมหัวใหญ่ ต้นกระเทียม ชาขาว/ชาเขียว มะเขือเทศและแอปเปิ้ล มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสียหายของเซลล์ในร่างกายจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ลดความเสียหายจากไขมันดี (แอลดีแอล) ต่อระบบหลอดเลือด มีฤทธิ์ต้านอักเสบและต้านมะเร็ง สารทั้งสองทำงานร่วมกันในการลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และลดการต้านยาของเซลล์มะเร็ง เมื่อมีเควอร์เซตินและแคมป์ฟีรอลยาฆ่ามะเร็งจะออกฤทธิ์ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ สารทั้งสองมีฤทธิ์เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในร่างกาย การกินมะเขือเทศราชินีซึ่งมีสารทั้งสองนี้มากบริเวณเปลือกผลจึงมีผลในด้านการควบคุมน้ำหนักอีกด้วยข้อควรระวังมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนกลับจึงควรกินมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศในปริมาณจำกัดดังนั้นถ้าคุณพ่อบ้านและคุณลูกของคุณร่ำร้องจะกินพิซซ่าสักสัปดาห์ละครั้งก็ตามใจเขาเถิดค่ะ อย่าเพิ่มชีสก็แล้วกันนะคะ
|